โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้: หญิงสาวชาวสมุทรปราการเล่า 25 ปีที่ผ่านหลายภัยพิบัติ
เหตุท่อส่งก๊าซระเบิด ใกล้สถานีตำรวจภูธรเปร็ง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ในครั้งนั้นมีรายงานผู้บาดเจ็บกว่า 10 คน
"ไม่อยากเป็นบทเรียนให้ใครอีกแล้ว นอกจากหน้ากระดาษหรือตัวอักษรที่คนอื่นอ่าน มันคือชีวิตที่ทุกคนต้องปนเปื้อนกับสารพิษ ไม่อยากเป็นบทเรียนให้ใครทั้งนั้น อยากเป็นโรลโมเดล (ต้นแบบ) การจัดการมาตรฐานอุตสาหกรรม สมุทรปราการมันควรจะเป็นแบบนั้นในฐานะจังหวัดอุตสาหกรรม"
นี่เป็นเสียงสะท้อนที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความปรารถนา ของกรกมล ศรีวัฒน์ หรือ นุก หญิงสาวชาวสมุทรปราการ ที่ตลอด 25 ปีของชีวิตไม่อาจยอมรับ หรือคุ้นชินกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางบก ทางน้ำ หรืออากาศได้
ภัยล่าสุดที่เธอเผชิญ คือ เหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่โรงงานสารเคมีใน ซ.กิ่งแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 ก.ค. จนต้องใช้เวลามากกว่า 40 ชั่วโมงในการควบคุม
จนท้ายสุด 17.00 น. ของวันที่ 7 ก.ค. ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จึงประกาศผ่อนปรนให้ประชาชนกลับเข้าที่พักได้ นี่จึงกลายเป็นเหตุการณ์ใหญ่ ให้ประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ ตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะแนวทางเพื่อจัดการสารเคมีตกค้างที่ตามมา
กรกมลคุยกับบีบีซีไทย สะท้อนให้เห็นว่าตลอดช่วงชีวิตของเธอ พบเจอกับหลายอุบัติภัยในอุตสาหกรรมในจังหวัดบ้านเกิด และความคิดเห็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่
วิถีเปื้อนฝุ่นของคนสมุทรปราการ
นุกออกตัวว่า ความคิดเห็นของเธอและครอบครัว อาจไม่ใช่ภาพสะท้อนทั้งหมดของชาวสมุทรปราการ ด้วยพื้นที่ของจังหวัดถูกใช้ในบริบทที่ต่างกัน อย่าง ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ ที่ครอบครัวอาศัยต่อกันมาหลายช่วงอายุคน ก็เป็นพื้นที่ของการทำประมง แต่จุดร่วมหนึ่งที่เชื่อได้ว่ามีร่วมกัน คือ "ทุกคนมีปัญหา"
นั่นจึงเป็นที่มาให้คนในพื้นที่มักออกมาส่งเสียงเรียกร้องในหลายครั้ง แม้คนนอกพื้นที่จะมองว่า "คนสมุทรปราการ 500 ก็ซื้อได้" ตามคำเปรียบเปรยของนุก แต่ปัจจัยหนึ่งที่เธอชี้ว่าหลายคนอาจหลงลืม คือ ต้นทุนการต่อสู้นั้นสูงมาก จากการเข้าจัดการของภาครัฐที่ล่าช้าในหลายกรณี
"ความยุติธรรมที่มาช้าเกินมันก็คือความอยุติธรรม พอคนมันร้องเรียนก็แล้ว ทำอะไรไม่ได้ เอาเงิน 500 ก็อาจจะง่ายกว่า ต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อมมันใช้เวลาเกือบชั่วอายุคนเลยนะ"
สำหรับการใช้ชีวิตในเมืองอุตสาหกรรมเช่นนี้ ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จนในหลายครั้งกลับกลายเป็นความทรงจำร่วมของคนหลายวัย
"แม่กับเราเรียนโรงเรียนเดียวกัน ผ่านถนนเส้นบางปู ตั้งแต่แม่ยังสาวเรียนม.ต้น ก็ได้กลิ่นโรงงานฟอกหนัง จนเราเรียน 20 ปี 30 ปีผ่านไป ก็ต้องผ่านกลิ่นนั้น"
เส้นทางระหว่างบ้านไปยังโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในย่านเทศบาลเมืองปากน้ำ ทำให้เธอไม่สามารถเลี่ยงผ่านนิคมอุตสาหกรรมบางปู นิคมฯ เก่าแก่ของไทย และเป็นพื้นที่ตั้งของโรงงานผลิตเครื่องหนังแห่งหนึ่ง ที่กลายเป็นความทรงจำร่วมของเธอและแม่ครั้งอดีต
"สมัยเรียนแม่เล่าว่าต้องนั่งเป็นเหมือนรถสองแถวใหญ่ ๆ กลับบ้านมาหน้าจะติดฝุ่นสีแดง เหมือนชานม ส่วนตอนเรา กลับบ้านมาเช็ด คือเป็นสีดำ สีเปลี่ยนไป แต่ไม่รู้หรอกว่าอะไรแย่กว่ากัน"
ธอเล่าอีกว่า สมัยเรียนเมื่อต้องนัดเจอกกับเพื่อนฝูง "คลองน้ำเน่า" ตามคำเรียกขาน เป็นสถานที่พบปะยอดฮิต โดยคลองแท้จริงแล้วคลองแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ คลองสำโรง เชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะ ซึ่งเป็นคลองที่มีปัญหาน้ำเน่าเสียนับตั้งแต่เธอจำความได้
"ตอน ม.1 อ่านเรื่องสั้นวิชาภาษาไทยว่า เคยมีหิ่งห้อยที่คลองน้ำเน่า รู้สึกโอ้โห มันกลายเป็นเรื่องเล่า เหมือนวรรณคดี ที่เราไม่มีทางได้ไปสัมผัสอะไรแบบนั้น" นุกเล่าติดตลก
เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม่ใหญ่ในโรงงานสารเคมี ซ.กิ่งแก้ว ผนวกกับช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเกิดวิกฤตในหลายด้าน ความคิดเห็นในโลกออนไลน์จึงเป็นไปอย่างดุเดือดแทบจะในทันที รวมถึงบัญชีโซเชียลมิเดียของนุก
หลังเกิดไฟไหม้ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง เธอก็ได้โพสต์ข้อความแสดงความอัดอั้นตันใจในฐานะชาวสมุทรปราการ ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงตลอดเวลา จนถูกแชร์ออกไปเป็นหลักร้อย
แต่ประการหนึ่งที่ทำให้ข้อความของเธอดูสะดุดตามากกว่า อาจเป็นเพราะ นุกยกตัวอย่างเหตุการณ์อุบัติภัยในพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงชีวิตของเธอ จนถูกนักพัฒนาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างเว็บในการตรวจสอบพื้นที่รัศมีความปลอดภัย
คำถามแรกที่ชวนสงสัยคือ เธอตั้งใจใช้เวลาค้นหาข้อมูลเพื่อโพสต์ข้อความหรือ
"เปล่า จำได้เลย อาจจะไม่ใช่เจอหรือทันจนจำได้ บางอันก็เป็นแค่ข่าวเล็ก ๆ ด้วยซ้ำ แต่ก็นึกขึ้นได้เลย"
2543 : การแพร่กระจายรังสีโคบอลต์-60 พระประแดง
ย้อนกลับไปในวัยเพียง 5 ขวบ คงไม่อาจทำให้นุกจดจำ หรือมีประสบการณ์ร่วมต่อเหตุการณ์นี้ได้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวนี้กลับเป็นกรณีศึกษาแรก ๆ ที่ถูกคุณครูหยิบยกมาพูดถึงในห้องเรียน เธอจึงจดจำได้อย่างขึ้นใจมาจนถึงทุกวันนี้
"เหมือนเป็นเคสที่เวลาเรียนวิชาเคมี ครูก็จะพูดว่าจังหวัดเราเคยมีการแพร่กระจายโคบอลต์นะ กัมมันตรังสีนะ…ว่านี่คือเคสแรกของไทยที่มีการรั่วไหล"
เว็บไซต์ของมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม หรือ EnLaw เล่าถึงเหตุกาณ์นี้ไว้ว่า เกิดขึ้นเมื่อ ก.พ. 2543 ที่บริเวณร้านรับซื้อของเก่าในซอยวัดมหาวงศ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ จากการที่มีบุคคลเก็บเอาแท่งโคบอลต์-60 ที่ใช้ในการฉายรังสีทางการแพทย์ ซึ่งเสื่อมสภาพแล้วแต่ถูกทิ้งไว้ในลานจอดรถเก่ารกร้าง โดยไม่มีการแสดงเครื่องหมายการเตือนภัยอันตรายจากกัมมันตรังสี บุคคลดังกล่าวจึงนำไปขายยังร้านรับซื้อของเก่า
ต่อมาเจ้าของร้านและลูกจ้างได้ตัดแยกชิ้นส่วนโลหะที่ห่อหุ้ม ทำให้สารกัมมันตภาพรังสีแพร่ออกมา จนทำให้มีผู้ได้รับอันตรายโดยรอบ และมีผลต่อสุขภาพ จนเจ้าของร้านต้องสูญเสียนิ้วมือทั้งสิบจากการสัมผัส รวมถึงลูกจ้างก็ไม่สามารถกลับมาเดินได้เป็นปกติ
เป็นที่มาให้เกิดการยื่นฟ้องยืดเยื้อมากว่า 9 ปี และในปี 2552 ผู้เสียหายก็ยื่นฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ด้วยเห็นว่า นอกจากค่าชดเชยที่ผู้เสียหายได้รับแล้ว จำเลยยังละเมิดกฎเกณฑ์ความปลอดภัยจากสารพิษ วัตถุอันตราย อีกด้วย
ในปี 2559 ศาลฎีกาพิพากษาให้บริษัทเอกชน จ่ายค่าเสียหายกว่า 5 แสนบาท ไม่รวมดอกเบี้ยให้กับผู้เสียหาย โดยศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามานั้นเหมาะสมแล้ว
นี่จึงคล้ายเป็นจุดเริ่มต้นให้สังคมไทยหันมาพูดถึง การจัดเก็บสาร หรือวัตถุอันตรายอย่างเป็นรูปธรรม
แม้นุกได้เรียนรู้แค่เพียงในห้องเรียน และไม่เคยสัมผัสกับรายงานที่แสดงผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในปัจจุบัน แต่แม่ของเธอเป็นคนหนึ่งที่พอจะเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากความทรงจำในวัยมัธยมได้
"ตกใจดิ มันกัมมันตภาพรังสีอะ แต่ชาวบ้านไม่รู้หรอกว่าโคบอลต์คือไร แต่แม่เรียนฟิสิกส์เลยรู้ ตอนนั้นก็กลัวแต่บ้านอยู่ไกล สมัยก่อนข่าวมันไม่ได้ทำให้ดูแรง ไม่ได้ชวนให้ตกใจเหมือนตอนนี้ที่อยู่ในเน็ต" แม่ของนุกเล่า
แม่ของนุกที่ขอสงวนนาม ยังเล่าเพิ่มเติมว่า ด้วยความเข้าใจในอดีต หลังเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่มีการเข้าควบคุมจัดเก็บ และตรวจสุขภาพเบื้องต้น ประชาชนก็จะเข้าใจและยอมรับได้ โดยที่อาจไม่ได้คำนึงต่อผลกระทบระยะยาวอย่างในปัจจุบัน
ผู้สนับสนุนหลัก : https://ipro369.com/
สนใจเล่นเกมส์ : https://ipro369.com/
ติดต่อสอบถาม : https://ipro369.com/

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น